จริงๆแล้วคนรอบๆตัวเราหลายคน ก็คงกลับไปเป็นนักเรียนอีกครั้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ตอนนี้ก็ถึงตาเราแล้ว ที่ต้องไปเรียนบ้าง รู้นะว่าเรียนโทน่ะคงโหด+ทรหด+ยาก แต่นั้นคือสิ่งที่ต้องเจอ (ทำใจไว้แล้วล่ะ ^^ ) แต่ลึกๆ กลับรู้สึกว่ามันตื่นเต้นที่จะได้ไปเรียนในสาขาที่ตัวเองสนใจ จะได้เรียนอะไร แบบไหน แล้วต้องเจออะไรบ้าง มันกลายเป็นความอยากรู้อยากเห็นแทน ( บางที ก็อาจจะรู้ว่าที่เจอน่ะ อาจจะหมายถึงนรกดีๆนี่เอง ^^" )

แต่การกลับไปเป็นนักเรียนคราวนี้ ไม่จำเป็นต้องใส่ชุดนักศึกษาอีกแล้ว ลองหลับตาคิดว่า ถ้าตอนนี้ตัวเองใส่แล้ว จะเป็นแบบไหน.....( อืม..........ใครเข้ามาอ่านอย่าคิดตามนะคะ อาจจะไม่ดีกับสายตาและความคิดได้ )  ดีแล้วล่ะที่ไม่ต้องใส่ไม่งั้นตลกแย่เลย 555

ส่วนเรื่องที่เคยกังวลเมื่อเอนทรี่ก่อนหน้านั้น ...ตอนนี้ไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว เพราะตารางที่ออกมา จะเลิกเรียนตอน2ทุ่มครึ่ง ( รถตู้ที่จะกลับมาบ้านหมดรอบสุดท้าย4ทุ่ม) หรือ ถ้าวันไหนดึกจริงๆ ข้างๆตึกเรียน มีหอให้นอนชั่วคราวคืนละ400บาท สะดวกดีแหะ

แถมตอนนี้ที่มหาลัยมีโปรโมชั่นครบ20ปี แจกโน้ตบุ๊กนักศึกษาป.โทและป.เอก !!!!!! เหมือนจะดีเลย แต่เอกสารที่จะขอ มีรายละเอียดตรึม (อ่านๆแล้วเป็นสัญญาเช่าซื้อน่ะ ) งานนี้เลยกลับมาคิดต่อ เอาไงดีหวา =_="  

จากนี้เวลาว่างอาจจะน้อยลงและต้องเรียนมากขึ้น เสียดายเวลาที่จะมาทำอะไรสนุกๆ แต่นั้นแหละ เกือบๆ2ปีแล้วมั้งที่เราไร้สาระมามากเกินพอแล้ว จากนี้ก็เรียนให้สนุกเก็บเกี่ยวความรู้ให้คุ้มกันไปเลย >< /

จากนี้ก็พยายามกัหน่อยนะ โย่ววววว !!!! 

มาอัพคราวนี้ไม่รู้ว่าจะเรียกว่ามีสาระไหม แต่เพราะเนื่องจากดูสารคดีอยู่บ่อยๆ เลยอยากเอามาเล่า+ผนวกเข้าหากับ การ์ตูนที่อ่าน+ดูอยู่ เพราะว่ามันช่างประจวบเหมาะกันอย่าประหลาด

phobia (โฟเบีย) คืออะไร ?

   "โฟเบีย เป็นชื่อของกลุ่มโรคทางจิตชนิดหนึ่งซึ่งคือ โรคความกลัวจนเกินเหตุ โรคหวาดกลัว ความกังวลชนิดครอบงำ โดยมีลักษณะอาการคือ ผู้ที่มีอาการโฟเบียต่ออะไรก็ตามแล้วจะกลัวสิ่งนั้น แบบไร้เหตุผล อย่างรุนแรง ซึ่งความกลัวที่ว่านี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ของบุคคลนั้นด้วยเนื่องจาก ผู้ที่เป็นโฟเบียต่อสิ่งใดก็จะพยายามหาทางหลีกเลี่ยงสิ่งที่ตนกลัวนั้น และจากสภาวะ ของการพยายามหาทางหลีกเลี่ยงนี้เองจะส่งผลให้คนๆนั้นเกิดความเครียดและวิตกกังวลมากขึ้นนั่นเอง"

 ( อ้างอิงจาก http://www.panoramaworldwide.com/fearful.php  )

 

ไม่รู้ว่าเมืองไทยจะมีคนเกิดอาการแบบนี้มากน้อยเพียงไหน แต่เชื่อมีต้องมีความกลัวแบบแปลกๆ ที่ทำให้หลายๆคน สงสัยว่ากลัวไปได้ยังไงเนี่ย ....จากที่เราดูสารคดีมา จะมีความกลัวประเภทที่ว่า กลัวหมา กลัวผึ้ง กลัวนก กลัวเครื่องบิน และอื่นๆ มากมาย ..และส่วนมากการเกิดอาการกลัวจะมีสาเหตุจากวัยเด็ก!!!! 

ยกตัวอย่างให้เห็นง่ายๆก็ดูจากตัวการ์ตูนต่อไปนี้.......

จิอากิ ชินอิจิ......พระเอกมาดเท่ห์ จากการ์ตูนดัง nodame cantabile ( วุ่นรักนักดนตรี ) 

 phobia : กลัวการขึ้นเครื่องบิน

สาเหตุ : วัยเด็กของเขาเจอกับปัญหาขัดข้องทางเทคนิคบนเครื่องบิน ส่งผลให้คุณตาคนหนึ่งที่ชอบดนตรี (ในการ์ตูนจะถือโปสเตอร์การแสดงของอ.วิเอร่า คอนดักเตอร์ที่จิอากิเคารพ) หัวใจวาย คุณตาพยายามจะหยิบขวดยาที่กลิ้งตกพื้น จิอากิซึ่งเห็นเหตุการณ์พยายามจะช่วย แต่ก็ไม่อาจจะช่วยได้   

หลังเหตุการณ์ : เกิดเป็นความรู้สึกผิดในใจที่ไม่อาจช่วยได้ ทำให้ความทรงจำในข่วงนั้นหายไป เกิดเป็นความกลัวขึ้นเครื่องบินขึ้นมาแทน

.

.

.

อีกรายที่ลืมไม่ได้ แถมมีอาการเดียวกันอีก

นาย ซาเอบะ เรียว มือปืนสุดเท่ห์+หื่นหญิง จาก city hunter

phobia : กลัวการขึ้นเครื่องบิน

สาเหตุ : (จากการสันนิษฐานของคาโอริ)วัยเด็กของเขา(ซึ่งไม่รู้ว่าเด็กขนาดไหน)เจออุบัติเหตุเครื่องบินระเบิด ตกยกลำ มีเขาคนเดียว ที่รอดมาได้

หลังเหตุการณ์ : ไม่เด่นชัด เพราะหลังจากนั้น เรียวก็ถูกช่วยเหลือจากกลุ่มโจรและไปเป็นพวกในเวลาต่อมา อาการจึงไม่ปรากฏ จนมาเจอกับเครื่องบินจังๆนั้นแหละ

 .

.

2คนสามารถบ่งบอกให้เห็นถึงที่มาของอาการได้ว่าทีสาเหตุจากวัยเด็ก......ซึ่งถูกทำให้หายไป บางทีเพราะตัวเองอาจจะเด็กมากจนจำไม่ได้ หรือไม่ก็เสียใจมากจนถูกทำให้ลืม    

แล้วรักษาให้หายได้ไหม......? 

คำตอบคือ ได้ซิ!!!

วิธีรักษา ....ก็คือทำอย่างที่โนดาเมะทำนั้นแหละ การสะกดจิต

(แต่การสะกดควรทำโดยมืออาชีพนะจ๊ะ อย่างน้องโนะทำน่ะ ไม่ดีนะ พลาดมานี่ยุ่งเลย !!!!)

เริ่มต้นคือ การทำให้ผู้ป่วยอยู่ในภวังค์ ทำให้หลับ หรือทำให้เขาสบายใจ จากนั้นก้เริ่มถามย้อนอดีต อาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ เช่น จำได้ไหมว่ากินอะไรในตอนนั้น แล้วค่อยๆย้อนไปจนถึงต้นเหตุ เมื่อรู้ถึงที่มา ผู้สะกดจิตมีหน้าที่พูดให้เขาปรับความคิดเสียใหม่ ว่าไม่ได้น่ากลัว หรือเลวร้ายอะไร  (เห็นง่ายๆก็กรณีของจิอากิ ที่โนดาเมะพูดว่าไม่ใช่ความผิดของเขา ) หลังจากที่ฟื้นจากสะกดจิต  ก็ให้ทดสอบด้วยการให้เขาสัมผัสกับ สิ่งของที่เขากลัว ( กรณีของจิอากิ คือขึ้นเครื่องบินเลย ) ถ้าเป็นคนกลัวหมา ก็ให้ลองลูบหมาตัวเล็กๆก่อน ถ้าเขาทำได้แสดงว่าประสบผลสำเร็จ 

จริงๆแล้วการรักษา ไม่จำเป็นต้องสะกดจิตเสมอไป...การรักษาแบบอื่นๆก็มี แต่อาจจะท้าทายความกลัวของผู้ป่วย อย่างขีดสุดเลยก็ได้ คือการให้เขาเจอกับสิ่งที่เขากลัวที่สุด โดยไม่ให้เขาหนีไปไหน เพราะเชื่อว่า ความกลัวจะส่งผลแค่ชั่วระยยเวลาหนึ่งก่อนที่จะลดระดับลง ( แต่ในความเห็นส่วนตัว กว่าจะ่ผ่านมาได้ ผู้รักษาคงเหมือนเห็นนรกเลยล่ะ เหอๆๆ ) 

หลังจการรักษา ผู้ป่วยหลายคนใช้ชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น ทำงานได้ดีขึ้น และอีกสารพัดของดีที่ทำอยากให้ คนที่ป่วยอยู่ไปรักษาให้หาย อย่าอายที่จะไปหาเพราะคิดว่ามันประหลาดหรือตลก คนรอบข้างที่รู้ก็อย่าไปหัวเราะหรือทำเป็นเรื่องตลกล่ะ เพราะถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ้าง จะรู้ได้เลยว่ามันไม่น่าหัวเราะเลย

.............................................. 

แอบแซวทิ้งท้าย

ลองคิดดูซิว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้านายเรียวไปรักษาอาการกลัวเครื่องบินจนหาย!?!?

บางทีนายเรียวของเราก็สามารถรับงานได้รอบโลก ได้เจอสาวๆสวยๆให้เรียวน้อยBEEPสะท้านใจสาวทั่วหล้า  ทำให้เจ๊คาโอรุเอาค้อนสารพัดตันของเธอมาไล่ทุบนายเรียวให้จมดิน หรือไม่ก็ต้องพัฒนาค้อนหรือเครื่องมือใหม่ๆ เพื่อจับให้ได้ไล่ให้ทันเขาล่ะ

ใครมีความเห็นอื่น เสนอได้เลย อิอิ

วันนี้มีนัดไปสัมภาษณ์เพื่อจะเรียนโท ด้านcomputer artที่ มหาวิทยาลัยรังสิต...ตามตารางที่ได้รับมีนัดตอนบ่าย3 แต่มีการโทรมาเลื่อนนัดให้มาซัก11.30

เหลือบมองนาฬิกา 10.30น. ซึ่งเราพึ่งตื่น น้ำท่าไม่ได้อาบ ข้าวปลาไม่ได้กิน บ้านก็อยู่บางนา.........................

คงต้องเหาะไปเท่านั้นมั้ง ถึงจะทันเวลาที่ขอ -*-

เราเลยบอกปัด ไปๆมาขอให้มาก่อนบ่าย ก็โอเคยังไหว.....ไปจัดการตัวเอง ออกจากบ้านไปนั่งรถตู้ ถึงเมืองเอกต่อรถเข้าไปถึงมหาวิทยาลัย

ไม่อยากบอกเลยว่าพึ่งเคยไปครั้งแรก เป็นมหาวิทยาลัยที่ไกลจากถนนใหญ่มากๆๆๆๆๆๆๆๆ -*-"

เอาเถอะ ...มาถึงก็ดีแล้ว เดินหาตึกต่อไป เจอไม่ยากเท่าไร ไปตามที่นัดมีคนมาดูแลให้นั่งรอในห้องเล็กเชอร์

ไปถึงบ่ายแต่กว่าจะได้สัมภาษณ์ ตรูรอเป็นชั่วโมงเลย ( แล้วจะเรียกเร็วๆมาทำไมเนี่ย-*-")

พอเข้าไปสัมภาษณ์ก็คุยภึงแนวการสอนและผลงานที่จะออกมา ตรงกับความต้องการของเราหรือไม่ (ซึ่งก็ตรงอย่างที่อยากเรียน) แต่แอบเห็นงานของคนอื่น เลยจิตตกหน่อยเพราะงานดีๆทั้งนั้น แถมคนสัมภาษณ์ก็บอกนะว่า กรณีของเราคงต้องพยายามหนักหน่อย เพราะไม่ค่อยมีพื้นฐาน (ซึ่งก็ยอมรับแต่โดยดี)ถ้าอยากเรียนก็ต้องฝ่าฟัน..ต้องอดทน นี่คือเงื่อนไขที่เรารู้อยู่เต็มอกว่าต้องเจอ แต่เราก้เชื่อว่าเราคงไม่ได้ห่วยแตกขนาดที่เรียนไม่เข้าหัวหรอกนะ - -"

โอเค...เรื่องเรียนเราทำใจรับได้ว่าเจอหนัก แต่อีกเรื่องที่แอบกลุ้มคือ เวลาเรียน เนื่องจากเป็นปริญญาโท และคนที่มาสอนก็จะเป็นผู้มากประสบการณ์ในวงการด้านนนี้ จึงสามารถมาสอนได้แค่ช่วงเย็น ซึ่งบางวันอาจจะเลิกดึก

ไม่เท่าไรหรอก ดึกสุดอาจจะ5ทุ่มเอง !!!!!!

5ทุ่มเนี่ยนะ!!!!!!

ปัญหาใหญ่กว่าเรื่องเรียนอีก..... ลองคิดดูซิ รถก็ขับไม่เป็น ( ถึงขับเป็นก็ขับกลางคืนไม่ได้ สายตาสั้นค่อนข้างมาก กลัวไปชนรถคนอื่นเข้า ) แถมเวลานั้นจะมีรถวิ่งไหม แล้วจะกลับยังไง? อยู่หอก็ไม่คุ้ม เพราะเรียนแค่3-4วัน และก็ไม่ได้เลิกดึกขนาด5ทุ่มทุกครั้งด้วย

เรียนก็อยากเรียน ( ซึ่งเราค่อนข้างเชื่อว่ายังไงทางมหาวิทยาลัยก็คงรับเราได้เรียนโทแน่ๆ ) แต่มาเจอเรื่องเวลานี่คิดหนักสุดๆ ที่บ้านก็ห่วงเพราะดึกเกินแถมบ้านไกลอีกตะหาก นั่งคิดไม่ตกเนี่ย

.

.

.

.

.

.

.

แต่เอาน่า...เราเชื่อว่าปัญหานี้ย่อมมีทางออก อย่างเลวร้ายที่สุดก้แค่ไม่ได้เรียนก็เท่านั้นเอง ....ค่อยๆคิดไป เดี๋ยวก็แก้ไขได้.........

ว่าแต่...ใครมีไอเดียดีๆเสนอทางแก้ไข ช่วยแนะนำด้วยนะ จะขอบคุณมากๆเลย